วันนี้กลับบ้านเร็ว เลยมีโอกาสได้นั่งดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นเจ้าหญิงอัตสึอย่างค่อนข้างเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากได้ดูแบบผ่านๆอยู่หลายๆหน

ในเวลาแค่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็รู้สึกได้ถึงความเก่งฉกาจฉกรรจ์ของ(ทีม)ผู้เขียนบท ที่สามารถเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้อย่างสนุกสนานภายใต้ความสง่างาม (dignity) และวิญญาณของความเป็น “ญี่ปุ่น” ที่แฝงอยู่ในทุกบทสนทนาและกริยาท่าทางของตัวละครทุกตัว เป็นความสนุกปนความละเมียดทางปัญญาที่หาไม่ได้ในละครไทย

เหนือสิ่งอื่นใด นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเข้าใจและเอาอยู่ของการใช้สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม (Cultural Asset) ในบริบทของ Creative Economy อย่างที่เรากำลังได้ยินรัฐบาลป่าวประกาศอยู่ตลอดเวลา

คำถามคือ ถ้าเปลี่ยนเป็นละคร(หรือสินค้า)ไทย อะไร คือ dignity และความเป็น Thainess ที่เราจะสามารถใช้ในการสร้างความรับรู้และความยอมรับในระดับสากลเหมือนที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นหรือเกาหลีทำได้ และทำอยู่ตลอดเวลา

และแน่นอนว่าการที่จะสามารถไปถึงจุดนั้นได้ คนของเราก็ต้องมีความรู้อย่างน้อยสองอย่างคือ

หนึ่ง รู้จักตัวเอง รู้ว่าเรามีดีอะไร และไม่มีอะไร
สอง รู้จักโลก รู้ว่าโลกกำลังเดินไปทางไหน และเราอยู่ตรงไหนบนเส้นทางนั้น

ครัย พูดง่าย แต่ทำไม่ง่าย

แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีวิธี

เอาไว้ค่อยๆคุยกันครับ

ด้วยบังเอิญว่าใน “รายละเอียด” ของชีวิตช่วงหนึ่ง ได้มีโอกาสร่วมทำงานกับองค์กรแห่งนี้ ตั้งแต่ขณะกำลังตั้งไข่กันอยู่ และได้ร่วมคิด ร่วมทำอยู่ ในหลายๆ เรื่อง จึงอยากแบ่งบัน “รายละเอียด” ของชีวิตที่ผ่านมาให้กับผู้คนที่สนใจใน ระบบคิด ที่เป็นที่มาที่ไปในการเกิดขึ้นของ TCDC ในสยามประเทศแห่งนี้

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในทางเศรษฐศาสตร์ รัฐบาลมีหน้าที่บริหารเศรษฐกิจ ด้วยการบริหารการอุปโภคบริโภคและบริหารการลงทุนในประเทศ โดยรัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีจากประชาชน และนำเอาภาษีที่เก็บได้มาบริหารประเทศ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการหารายได้ของประชาชน เพราะถ้าประชาชนไม่มีรายได้ รัฐบาลก็เก็บภาษีไม่ได้ ที่ผ่านมาสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นอย่างถนน สะพาน รถไฟ ท่าเรือ โรงเรียน มหาวิทยาลัย นิคมอุตสาหกรรม เป็นส่วนช่วยให้เกิดการลงทุนในด้านธุรกิจ เกิดผลผลิต มีการจ้างงานและการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค คนในประเทศมีรายได้มาจ่ายภาษีให้รัฐบาลนำไปบริหารประเทศหมุนเวียนกันไป

หรือพูดในภาษาทางเศรษฐศาสตร์ก็คือรัฐบาลต้องบริหารให้เกิด การเพิ่มระดับการว่าจ้างในสังคม* เพื่อให้เกิด ตัวคูณ (Multiplier) * ในระบบเศรษฐกิจ โดยสาระสำคัญของแนวคิดเรื่อง “ตัวคูณ” นี้กำเนิดจาก “การว่าจ้าง” ไม่ใช่เกิดจากการเงิน ตัวอย่างเช่น เมื่อรัฐบาลทำโครงการสาธารณูปโภคเม็กกะโปรเจ็คทั่วประเทศ เกิดการว่าจ้างคนงาน (ในโครงการนั้น) จำนวน 1 ล้านคน แต่โครงการดังกล่าวก่อให้เกิดการจ้างงานอีก 2 ล้านคนในอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (เพราะคน 1 ล้านคน + ครอบครัวมีรายได้มากขึ้น ทำให้มีการบริโภคมากขึ้น) พูดได้ว่า ตัวคูณ ในกรณีนี้คือ 3 โดยที่การเริ่มการจ้างงาน 1 ล้านคนในโครงการเม็กกะโปรเจ็ค ก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งหมด 3 ล้านคนทั่วระบบเศรษฐกิจ

กรณีข้างต้นจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไม่ได้ลงทุนโดยตรงไปที่อุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ใช้การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อทำการเพิ่มระดับการว่าจ้าง เพื่อให้มี ตัวคูณ เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการเพิ่มการว่าจ้างขึ้นในอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยที่ ตัวคูณ ที่ว่านั้น เป็นสัมประสิทธ์ที่ผูกสัมพันธ์ การลงทุน เข้ากับ การก่อเงินได้ ขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐบาลลงทุนในเมกกะโปรเจ็คเพื่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในราคา 100 ล้านบาท แล้วการลงทุนนี้ไปก่อให้เกิดรายได้กับระบบเศรษฐกิจมูลค่า 500 ล้านบาท แปลว่า ตัวคูณ ในกรณีนี้คือ 5 นั่นเอง

หมายเหตุ* “เล่าเรื่องเศรษฐกิจภาพรวม (Keysian Economics)” เศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ โดย ปรีชา ทิวะหุต

ย้ำอีกทีว่า การลงทุนของรัฐบาลนั้น เป็นไปเพื่อเพิ่มระดับการว่าจ้างในสังคม ไม่ใช่เพิ่มรายได้ รายได้เป็นผลลัพธ์ของการมี การว่าจ้าง + ตัวคูณ ซึ่งมีผลให้เกิด การหมุนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งหมุนได้มากรอบก็จะยิ่งทำให้คนในสังคมมีรายได้มากขึ้น

พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ โดยเนื้อแท้แล้ว หลักการทางเศรษฐศาสตร์เป็นการบริหารโดยเอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ดังนั้นจึงมีการลงทุนบางอย่างที่อาจไม่สามารถนำคำว่า คุ้มค่า หรือ คุ้มทุน มาใช้ตัดสินใจในการลงทุนได้ ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือห้องสมุดประชาชน เพราะถ้าประชาชนมีสุขภาพดี มีความรู้มากขึ้น ก็เป็นผลให้ประสิทธิภาพของการเพิ่มการว่าจ้างและ ตัวคูณ ที่ว่ามีค่ามากขึ้น ส่วนภาษีที่เก็บมาได้ รัฐบาลก็นำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ เช่นปัญหาการเกษตร, ปัญหาสลัม, ปัญหาการศึกษา, ปัญหาความยากจนของรากหญ้า, ปัญหาน้ำเสีย, ปัญหาภัยแล้งและปัญหายาเสพติด เป็นต้น

หมายความว่าการที่รัฐบาลไปลงทุนในโครงการเม็กกะโปรเจ็คอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ (ที่คนจนไม่มีโอกาสได้ใช้นั้น) ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลให้ความสนใจแต่คนรวย แต่มันเป็นวิธีที่รัฐบาลลงทุน เพื่อจะได้รายได้ไปช่วยคนจน และคนส่วนอื่นๆ ของประเทศ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ TCDC

ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องที่มาของ TCDC กัน เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ภาคการผลิตของประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากฟื้นตัวของประเทศจีน ด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าอย่างมาก ทำให้สินค้าบางชนิดได้ย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปประเทศจีน ประกอบกับความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยนั้นเป็นการผลิตในลักษณะ รับจ้างผลิต ตามแบบที่ถูกออกแบบมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้รายได้จริงที่โรงงานไทยได้รับคือค่าจ้างการผลิตเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่น้อยมาก และมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ว่าจ้างจะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า และในช่วงเวลาเดียวกันโรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคในประเทศก็ได้เริ่มได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนและประเทศอินเดีย สินค้าขายได้น้อยลง ส่งผลให้ยอดการผลิตน้อยลง ระดับการจ้างงานก็น้อยลง ผลกระทบนี้ย่อมทำให้รัฐบาลเก็บภาษีจากประชาชนได้น้อยลง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงทุนสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถแข่งขันต่อไปได้ หากแต่ว่าในโลกของการแข่งขันยุคปัจจุบัน โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในบริบทเดิมๆ อย่างถนน สะพาน หรือแม้กระทั่งภาษี ไม่ได้มีส่วนช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอีกต่อไปแล้ว เพราะประเทศจีนและประเทศคู่แข่งอื่นๆ สามารถลงทุนในสิ่งเหล่านั้นได้เท่าเทียมหรือดีกว่าประเทศไทย โลกสมัยใหม่กำลังต่อสู้กันโดยใช้ความรู้ (Knowledge) เป็นรากฐานสำคัญ เป็นการต่อสู้ในบริบทใหม่ที่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมเลย

จากปัญหาดังกล่าวรัฐบาลตอนนั้น โดยนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้เสนอแนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์มูลค่า หรือ Value Creation Economy (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.tcdc.or.th/symposium/creativitiesunfold/index_06-th.html ) บนพื้นฐานของการนำเอา

ความคิดสร้างสรรค์ + รากทางวัฒนธรรม + ความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

เพื่อผลิตสินค้้าและบริการที่ีมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลอกเลียนแบบได้ยาก เพื่อเปลี่ยนภาคการผลิตของประเทศจากการรับจ้างทำสินค้า เป็นออกแบบและผลิตสินค้าเอง โดยตั้ง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center หรือ TCDC ขึ้นมาเพื่อเป็น ต้นแบบของโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานทางความรู้ (Knowledge Infrastructure) ทางด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบและการผลิต ได้ใช้ TCDC เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านความรู้ให้กับชุมชน องค์กรและอุตสาหกรรม

เพราะว่า ถ้าอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่สามารถอยู่รอดได้ = ไม่มีการจ้างงาน = ไม่มี ตัวคูณ ในระบบเศรษฐกิจ = ไม่มีการเพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมอื่น (เช่นอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค) = เศรษฐกิจหดตัว = รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง = รัฐบาลไม่มีเงินในบริหารประเทศ = ………………………………… = …………………………………… (กรุณาเติมคำในช่องว่างเอาเอง)

กล่าวโดยสรุป TCDC คือการลงทุนด้าน โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานทางความรู้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลของการเพิ่มระดับการว่าจ้างในสังคม เพื่อให้เกิด ตัวคูณ ที่มากขึ้น และแน่นอนว่า ตัวคูณ ที่ว่านั้น คือ ตัวคูณ ที่ก่อให้เกิดรายได้กับระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ เช่น นักออกแบบมาใช้บริการที่ TCDC โดยการมาดูนิทรรศการ ฟังสัมมนา ร่วมทำ workshop หรือค้นคว้าในห้องสมุด หรือค้นพบวิธีนำวัสดุใหม่ๆ ไปปรับปรุงสินค้า แล้วคิดงานไปนำเสนอนักธุรกิจ เกิดข้อตกลงทางธุรกิจ มีการจ้างงานให้เกิดการผลิตเป็นทอดๆ เกิดตัวคูณกันหลายรอบ ขึ้นอยู่กับจำนวนธุรกิจที่เกิดขึ้น ตลอดจนรายละเอียดของการใช้วัสดุและเทคโนโลยีในการผลิต

การลงทุนในหน่วยงานอย่าง TCDC เป็นการลงทุนทางสาธารณูปโภคอย่างหนึ่งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายทำกันมาเป็นร้อยปีแล้ว จนคนของประเทศเขามี สุขภาพและภูมิคุ้มกันทางความรู้แข็งแรง จนสามารถยืนบนขาของตัวเอง และออกไปแข่งขันในเวทีโลก นำรายได้กลับเข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

อธิบายในภาพรวมแล้ว องค์ประกอบของ TCDC เกิดจาก

 

หลักการทางเศรษฐศาสตร์โดยยึดเอามนุษย์เป็นตัวตั้ง

+

แนวนโยบายเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์มูลค่า

+

การสร้างสาธารณูปโภคด้านความรู้

=

การเพิ่มระดับการว่าจ้างและตัวคูณในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

=

เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น มีเงินกลับมาลงทุนในสาธารณูปโภคต่างๆ ได้มากขึ้น

ไม่ได้หมายความว่า ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้เพราะการมี TCDC แต่ต้องเป็นการทำงานของรัฐบาลในภาพรวมที่ต้องเข้าใจและต้อง ลงทุนเพิ่ม ในอีกหลายๆอย่าง เพื่อสร้างให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ

การยุบ ย้าย รวม โดยใช้เหตุผลเรื่องการต้องประหยัดค่าใช้จ่าย และเพราะคิดว่า TCDC เป็นที่สำหรับเฉพาะคนในวิชาชีพนักออกแบบ จึงเป็นเหตุผลบนพื้นฐานที่ไม่สัมพันธ์กับหลักการทางเศรษฐศาสตร์และความเป็นจริงของโลก

เพลงนี้เป็นเพลงที่ต้องหยิบมาฟังทุกครั้งในยามที่รู้สึกว่าชีวิตต้องการการ “เติมเต็ม” อะไรสักอย่าง แค่ได้ฟัง John Coltrane “เล่น”กับ tenor sax ตอนช่วงอินโทรของเพลงก็สามารถ “เติมเต็ม” ไปได้เยอะทีเดียว บวกกับเสียงร้องสุด cool ของ Johny Hartman ที่ร้องเพลงนี้ได้โคร-ตะ-ระ เพอร์เฟค จริงๆ เป็น “ความรื่นรมณ์” ในชีวิตอย่างหนึ่งที่ขอแนะนำ

อาจจะเป็นอารมณ์ช่วงนี้ของผมคนเดียวก็ได้ ที่รู้สึกรำคาญตัวเอง โดยเงื่อนไขเรื่องเวลาและความเรื่องมากส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถออกไป “ถ่ายภาพ” ตามที่ตั้งใจ (ไว้เป็นปี ……….. แล้ว) ที่พอทำได้ตอนนี้ คือการออกไป ”กดชัตเตอร์” ด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพค ที่ก่อนหน้านั้นผมรู้สึกว่ามันไม่น่าจะตอบสนองความรู้สึกเรื่องการถ่ายภาพ (แบบเรื่องมาก) ของผมได้ 

แต่หลังจากได้ฟังและพูดคุยกับ แมตเธียส ฟีกัล และแซลลี่ บิบาวี สองผู้ก่อตั้ง โลโมกราฟฟิสช์ เอจี (Lomographische AG) ตอนที่ทั้คู่มาพูดให้กับ TCDC ในงานชุมนุมทางความคิด Creativities Unfold, Bangkok 2007-2008 ผมก็ได้พบกับความสนุกกับ

การใช้กล้องดิจิตอลคอมแพค + ความคิดสร้างสรรค์แบบเฉียบพลัน

ในการสรรค์สร้างภาพถ่ายแบบโลโม ภาพถ่ายที่สามารถนำมาใช้บอกกล่าวถึงอารมณ์แห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี นายแมตเธียสบอกกับผมว่า โลโมกราพฟีเปรียบได้กับ “วิถี” หนึ่งในการถ่ายภาพ ที่สามารถทำได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องมาจากการใช้กล้องโลโมเท่านั้น โดยมีกฏทอง 10 ข้อ (10 Golden Rules Of Lomo) เช่น พกกล้อง(โลโม)ไว้กับตัวตลอดเวลา อย่าคิด ต้องเร็ว หรือ ยิง(ภาพ)จากสะโพก เป็นต้น อย่างไรก็ตามกฎทองข้อที่ 10 บอกไว้ว่า อย่าไปห่วงเรื่องกฎทองอะไรนั่นเลย เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดนั่นแหละใช่เลย

ภาพถ่ายที่เห็นถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพค แล้วนำมาปรับแต่งในคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้อารมณ์แบบโลโม ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฎอะไรของโลโม (ตามกฎทองข้อที่ 10) จึงอยากเชิญชวนผู้ที่กำลังเบื่อๆอยู่ให้ลองหยิบกล้องของตัวเองออกไป “โลโม” กันดู แล้วส่งผลงานมาให้ชมกันบ้างนะครับ

l1030430.jpg
l1030649.jpgl1030419.jpgl1030411.jpgl1030428.jpgl1030893.jpgl1030895.jpgl1030896.jpgl1030909.jpgl1030891.jpgl1030917.jpg
l1030869.jpg