ด้วยบังเอิญว่าใน “รายละเอียด” ของชีวิตช่วงหนึ่ง ได้มีโอกาสร่วมทำงานกับองค์กรแห่งนี้ ตั้งแต่ขณะกำลังตั้งไข่กันอยู่ และได้ร่วมคิด ร่วมทำอยู่ ในหลายๆ เรื่อง จึงอยากแบ่งบัน “รายละเอียด” ของชีวิตที่ผ่านมาให้กับผู้คนที่สนใจใน ระบบคิด ที่เป็นที่มาที่ไปในการเกิดขึ้นของ TCDC ในสยามประเทศแห่งนี้

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในทางเศรษฐศาสตร์ รัฐบาลมีหน้าที่บริหารเศรษฐกิจ ด้วยการบริหารการอุปโภคบริโภคและบริหารการลงทุนในประเทศ โดยรัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีจากประชาชน และนำเอาภาษีที่เก็บได้มาบริหารประเทศ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการหารายได้ของประชาชน เพราะถ้าประชาชนไม่มีรายได้ รัฐบาลก็เก็บภาษีไม่ได้ ที่ผ่านมาสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นอย่างถนน สะพาน รถไฟ ท่าเรือ โรงเรียน มหาวิทยาลัย นิคมอุตสาหกรรม เป็นส่วนช่วยให้เกิดการลงทุนในด้านธุรกิจ เกิดผลผลิต มีการจ้างงานและการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค คนในประเทศมีรายได้มาจ่ายภาษีให้รัฐบาลนำไปบริหารประเทศหมุนเวียนกันไป

หรือพูดในภาษาทางเศรษฐศาสตร์ก็คือรัฐบาลต้องบริหารให้เกิด การเพิ่มระดับการว่าจ้างในสังคม* เพื่อให้เกิด ตัวคูณ (Multiplier) * ในระบบเศรษฐกิจ โดยสาระสำคัญของแนวคิดเรื่อง “ตัวคูณ” นี้กำเนิดจาก “การว่าจ้าง” ไม่ใช่เกิดจากการเงิน ตัวอย่างเช่น เมื่อรัฐบาลทำโครงการสาธารณูปโภคเม็กกะโปรเจ็คทั่วประเทศ เกิดการว่าจ้างคนงาน (ในโครงการนั้น) จำนวน 1 ล้านคน แต่โครงการดังกล่าวก่อให้เกิดการจ้างงานอีก 2 ล้านคนในอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (เพราะคน 1 ล้านคน + ครอบครัวมีรายได้มากขึ้น ทำให้มีการบริโภคมากขึ้น) พูดได้ว่า ตัวคูณ ในกรณีนี้คือ 3 โดยที่การเริ่มการจ้างงาน 1 ล้านคนในโครงการเม็กกะโปรเจ็ค ก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งหมด 3 ล้านคนทั่วระบบเศรษฐกิจ

กรณีข้างต้นจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไม่ได้ลงทุนโดยตรงไปที่อุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ใช้การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อทำการเพิ่มระดับการว่าจ้าง เพื่อให้มี ตัวคูณ เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการเพิ่มการว่าจ้างขึ้นในอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยที่ ตัวคูณ ที่ว่านั้น เป็นสัมประสิทธ์ที่ผูกสัมพันธ์ การลงทุน เข้ากับ การก่อเงินได้ ขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐบาลลงทุนในเมกกะโปรเจ็คเพื่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในราคา 100 ล้านบาท แล้วการลงทุนนี้ไปก่อให้เกิดรายได้กับระบบเศรษฐกิจมูลค่า 500 ล้านบาท แปลว่า ตัวคูณ ในกรณีนี้คือ 5 นั่นเอง

หมายเหตุ* “เล่าเรื่องเศรษฐกิจภาพรวม (Keysian Economics)” เศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ โดย ปรีชา ทิวะหุต

ย้ำอีกทีว่า การลงทุนของรัฐบาลนั้น เป็นไปเพื่อเพิ่มระดับการว่าจ้างในสังคม ไม่ใช่เพิ่มรายได้ รายได้เป็นผลลัพธ์ของการมี การว่าจ้าง + ตัวคูณ ซึ่งมีผลให้เกิด การหมุนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งหมุนได้มากรอบก็จะยิ่งทำให้คนในสังคมมีรายได้มากขึ้น

พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ โดยเนื้อแท้แล้ว หลักการทางเศรษฐศาสตร์เป็นการบริหารโดยเอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ดังนั้นจึงมีการลงทุนบางอย่างที่อาจไม่สามารถนำคำว่า คุ้มค่า หรือ คุ้มทุน มาใช้ตัดสินใจในการลงทุนได้ ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือห้องสมุดประชาชน เพราะถ้าประชาชนมีสุขภาพดี มีความรู้มากขึ้น ก็เป็นผลให้ประสิทธิภาพของการเพิ่มการว่าจ้างและ ตัวคูณ ที่ว่ามีค่ามากขึ้น ส่วนภาษีที่เก็บมาได้ รัฐบาลก็นำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ เช่นปัญหาการเกษตร, ปัญหาสลัม, ปัญหาการศึกษา, ปัญหาความยากจนของรากหญ้า, ปัญหาน้ำเสีย, ปัญหาภัยแล้งและปัญหายาเสพติด เป็นต้น

หมายความว่าการที่รัฐบาลไปลงทุนในโครงการเม็กกะโปรเจ็คอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ (ที่คนจนไม่มีโอกาสได้ใช้นั้น) ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลให้ความสนใจแต่คนรวย แต่มันเป็นวิธีที่รัฐบาลลงทุน เพื่อจะได้รายได้ไปช่วยคนจน และคนส่วนอื่นๆ ของประเทศ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ TCDC

ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องที่มาของ TCDC กัน เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ภาคการผลิตของประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากฟื้นตัวของประเทศจีน ด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าอย่างมาก ทำให้สินค้าบางชนิดได้ย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปประเทศจีน ประกอบกับความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยนั้นเป็นการผลิตในลักษณะ รับจ้างผลิต ตามแบบที่ถูกออกแบบมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้รายได้จริงที่โรงงานไทยได้รับคือค่าจ้างการผลิตเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่น้อยมาก และมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ว่าจ้างจะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า และในช่วงเวลาเดียวกันโรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคในประเทศก็ได้เริ่มได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนและประเทศอินเดีย สินค้าขายได้น้อยลง ส่งผลให้ยอดการผลิตน้อยลง ระดับการจ้างงานก็น้อยลง ผลกระทบนี้ย่อมทำให้รัฐบาลเก็บภาษีจากประชาชนได้น้อยลง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงทุนสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถแข่งขันต่อไปได้ หากแต่ว่าในโลกของการแข่งขันยุคปัจจุบัน โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในบริบทเดิมๆ อย่างถนน สะพาน หรือแม้กระทั่งภาษี ไม่ได้มีส่วนช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอีกต่อไปแล้ว เพราะประเทศจีนและประเทศคู่แข่งอื่นๆ สามารถลงทุนในสิ่งเหล่านั้นได้เท่าเทียมหรือดีกว่าประเทศไทย โลกสมัยใหม่กำลังต่อสู้กันโดยใช้ความรู้ (Knowledge) เป็นรากฐานสำคัญ เป็นการต่อสู้ในบริบทใหม่ที่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมเลย

จากปัญหาดังกล่าวรัฐบาลตอนนั้น โดยนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้เสนอแนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์มูลค่า หรือ Value Creation Economy (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.tcdc.or.th/symposium/creativitiesunfold/index_06-th.html ) บนพื้นฐานของการนำเอา

ความคิดสร้างสรรค์ + รากทางวัฒนธรรม + ความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

เพื่อผลิตสินค้้าและบริการที่ีมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลอกเลียนแบบได้ยาก เพื่อเปลี่ยนภาคการผลิตของประเทศจากการรับจ้างทำสินค้า เป็นออกแบบและผลิตสินค้าเอง โดยตั้ง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center หรือ TCDC ขึ้นมาเพื่อเป็น ต้นแบบของโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานทางความรู้ (Knowledge Infrastructure) ทางด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบและการผลิต ได้ใช้ TCDC เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านความรู้ให้กับชุมชน องค์กรและอุตสาหกรรม

เพราะว่า ถ้าอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่สามารถอยู่รอดได้ = ไม่มีการจ้างงาน = ไม่มี ตัวคูณ ในระบบเศรษฐกิจ = ไม่มีการเพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมอื่น (เช่นอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค) = เศรษฐกิจหดตัว = รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง = รัฐบาลไม่มีเงินในบริหารประเทศ = ………………………………… = …………………………………… (กรุณาเติมคำในช่องว่างเอาเอง)

กล่าวโดยสรุป TCDC คือการลงทุนด้าน โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานทางความรู้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลของการเพิ่มระดับการว่าจ้างในสังคม เพื่อให้เกิด ตัวคูณ ที่มากขึ้น และแน่นอนว่า ตัวคูณ ที่ว่านั้น คือ ตัวคูณ ที่ก่อให้เกิดรายได้กับระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ เช่น นักออกแบบมาใช้บริการที่ TCDC โดยการมาดูนิทรรศการ ฟังสัมมนา ร่วมทำ workshop หรือค้นคว้าในห้องสมุด หรือค้นพบวิธีนำวัสดุใหม่ๆ ไปปรับปรุงสินค้า แล้วคิดงานไปนำเสนอนักธุรกิจ เกิดข้อตกลงทางธุรกิจ มีการจ้างงานให้เกิดการผลิตเป็นทอดๆ เกิดตัวคูณกันหลายรอบ ขึ้นอยู่กับจำนวนธุรกิจที่เกิดขึ้น ตลอดจนรายละเอียดของการใช้วัสดุและเทคโนโลยีในการผลิต

การลงทุนในหน่วยงานอย่าง TCDC เป็นการลงทุนทางสาธารณูปโภคอย่างหนึ่งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายทำกันมาเป็นร้อยปีแล้ว จนคนของประเทศเขามี สุขภาพและภูมิคุ้มกันทางความรู้แข็งแรง จนสามารถยืนบนขาของตัวเอง และออกไปแข่งขันในเวทีโลก นำรายได้กลับเข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

อธิบายในภาพรวมแล้ว องค์ประกอบของ TCDC เกิดจาก

 

หลักการทางเศรษฐศาสตร์โดยยึดเอามนุษย์เป็นตัวตั้ง

+

แนวนโยบายเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์มูลค่า

+

การสร้างสาธารณูปโภคด้านความรู้

=

การเพิ่มระดับการว่าจ้างและตัวคูณในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

=

เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น มีเงินกลับมาลงทุนในสาธารณูปโภคต่างๆ ได้มากขึ้น

ไม่ได้หมายความว่า ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้เพราะการมี TCDC แต่ต้องเป็นการทำงานของรัฐบาลในภาพรวมที่ต้องเข้าใจและต้อง ลงทุนเพิ่ม ในอีกหลายๆอย่าง เพื่อสร้างให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ

การยุบ ย้าย รวม โดยใช้เหตุผลเรื่องการต้องประหยัดค่าใช้จ่าย และเพราะคิดว่า TCDC เป็นที่สำหรับเฉพาะคนในวิชาชีพนักออกแบบ จึงเป็นเหตุผลบนพื้นฐานที่ไม่สัมพันธ์กับหลักการทางเศรษฐศาสตร์และความเป็นจริงของโลก

เพลงนี้เป็นเพลงที่ต้องหยิบมาฟังทุกครั้งในยามที่รู้สึกว่าชีวิตต้องการการ “เติมเต็ม” อะไรสักอย่าง แค่ได้ฟัง John Coltrane “เล่น”กับ tenor sax ตอนช่วงอินโทรของเพลงก็สามารถ “เติมเต็ม” ไปได้เยอะทีเดียว บวกกับเสียงร้องสุด cool ของ Johny Hartman ที่ร้องเพลงนี้ได้โคร-ตะ-ระ เพอร์เฟค จริงๆ เป็น “ความรื่นรมณ์” ในชีวิตอย่างหนึ่งที่ขอแนะนำ

อาจจะเป็นอารมณ์ช่วงนี้ของผมคนเดียวก็ได้ ที่รู้สึกรำคาญตัวเอง โดยเงื่อนไขเรื่องเวลาและความเรื่องมากส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถออกไป “ถ่ายภาพ” ตามที่ตั้งใจ (ไว้เป็นปี ……….. แล้ว) ที่พอทำได้ตอนนี้ คือการออกไป ”กดชัตเตอร์” ด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพค ที่ก่อนหน้านั้นผมรู้สึกว่ามันไม่น่าจะตอบสนองความรู้สึกเรื่องการถ่ายภาพ (แบบเรื่องมาก) ของผมได้ 

แต่หลังจากได้ฟังและพูดคุยกับ แมตเธียส ฟีกัล และแซลลี่ บิบาวี สองผู้ก่อตั้ง โลโมกราฟฟิสช์ เอจี (Lomographische AG) ตอนที่ทั้คู่มาพูดให้กับ TCDC ในงานชุมนุมทางความคิด Creativities Unfold, Bangkok 2007-2008 ผมก็ได้พบกับความสนุกกับ

การใช้กล้องดิจิตอลคอมแพค + ความคิดสร้างสรรค์แบบเฉียบพลัน

ในการสรรค์สร้างภาพถ่ายแบบโลโม ภาพถ่ายที่สามารถนำมาใช้บอกกล่าวถึงอารมณ์แห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี นายแมตเธียสบอกกับผมว่า โลโมกราพฟีเปรียบได้กับ “วิถี” หนึ่งในการถ่ายภาพ ที่สามารถทำได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องมาจากการใช้กล้องโลโมเท่านั้น โดยมีกฏทอง 10 ข้อ (10 Golden Rules Of Lomo) เช่น พกกล้อง(โลโม)ไว้กับตัวตลอดเวลา อย่าคิด ต้องเร็ว หรือ ยิง(ภาพ)จากสะโพก เป็นต้น อย่างไรก็ตามกฎทองข้อที่ 10 บอกไว้ว่า อย่าไปห่วงเรื่องกฎทองอะไรนั่นเลย เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดนั่นแหละใช่เลย

ภาพถ่ายที่เห็นถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพค แล้วนำมาปรับแต่งในคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้อารมณ์แบบโลโม ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฎอะไรของโลโม (ตามกฎทองข้อที่ 10) จึงอยากเชิญชวนผู้ที่กำลังเบื่อๆอยู่ให้ลองหยิบกล้องของตัวเองออกไป “โลโม” กันดู แล้วส่งผลงานมาให้ชมกันบ้างนะครับ

l1030430.jpg
l1030649.jpgl1030419.jpgl1030411.jpgl1030428.jpgl1030893.jpgl1030895.jpgl1030896.jpgl1030909.jpgl1030891.jpgl1030917.jpg
l1030869.jpg