อาจจะเป็นอารมณ์ช่วงนี้ของผมคนเดียวก็ได้ ที่รู้สึกรำคาญตัวเอง โดยเงื่อนไขเรื่องเวลาและความเรื่องมากส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถออกไป “ถ่ายภาพ” ตามที่ตั้งใจ (ไว้เป็นปี ……….. แล้ว) ที่พอทำได้ตอนนี้ คือการออกไป ”กดชัตเตอร์” ด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพค ที่ก่อนหน้านั้นผมรู้สึกว่ามันไม่น่าจะตอบสนองความรู้สึกเรื่องการถ่ายภาพ (แบบเรื่องมาก) ของผมได้
แต่หลังจากได้ฟังและพูดคุยกับ แมตเธียส ฟีกัล และแซลลี่ บิบาวี สองผู้ก่อตั้ง โลโมกราฟฟิสช์ เอจี (Lomographische AG) ตอนที่ทั้คู่มาพูดให้กับ TCDC ในงานชุมนุมทางความคิด Creativities Unfold, Bangkok 2007-2008 ผมก็ได้พบกับความสนุกกับ
การใช้กล้องดิจิตอลคอมแพค + ความคิดสร้างสรรค์แบบเฉียบพลัน
ในการสรรค์สร้างภาพถ่ายแบบโลโม ภาพถ่ายที่สามารถนำมาใช้บอกกล่าวถึงอารมณ์แห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี นายแมตเธียสบอกกับผมว่า โลโมกราพฟีเปรียบได้กับ “วิถี” หนึ่งในการถ่ายภาพ ที่สามารถทำได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องมาจากการใช้กล้องโลโมเท่านั้น โดยมีกฏทอง 10 ข้อ (10 Golden Rules Of Lomo) เช่น พกกล้อง(โลโม)ไว้กับตัวตลอดเวลา อย่าคิด ต้องเร็ว หรือ ยิง(ภาพ)จากสะโพก เป็นต้น อย่างไรก็ตามกฎทองข้อที่ 10 บอกไว้ว่า อย่าไปห่วงเรื่องกฎทองอะไรนั่นเลย เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดนั่นแหละใช่เลย
ภาพถ่ายที่เห็นถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพค แล้วนำมาปรับแต่งในคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้อารมณ์แบบโลโม ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฎอะไรของโลโม (ตามกฎทองข้อที่ 10) จึงอยากเชิญชวนผู้ที่กำลังเบื่อๆอยู่ให้ลองหยิบกล้องของตัวเองออกไป “โลโม” กันดู แล้วส่งผลงานมาให้ชมกันบ้างนะครับ
December 18, 2007 at 11:55 pm
เทคนิคน่าสนใจดีครับ เดี๋ยวไปลองทำมั่ง
รูปสวยดีอ่ะครับ ไม่ลอง upload บน flickr แล้วทำเป็น widget ดูอ่ะครับ…
December 20, 2007 at 9:50 am
อืมส์ เดี๋ยวจะไปลอง flickr ดูเหมือนกัน
อ้อ เพื่อให้ได้อารมณ์ โลโม เวลาทำรูปในโปรแกรมหน่ะ ให้ตั้งกฎกับตัวเองว่า รูปแต่ละรูปใช้เวลาไม่เกิน 5 วินาที เสร็จแล้วเสร็จเลย เหมือนถ่ายด้วยฟิล์ม ประมาณนั้น
เรียกว่า “ความคิดสร้างสรรค์แบบเฉียบพลัน” -8)
December 23, 2007 at 1:44 pm
ม่ายมีไรเท่าไหร่เรยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
January 5, 2008 at 4:47 pm
ชอบประโยคที่ว่า เมื่อเรากดชัตเตอร์มากขึ่น แต่เราถ่ายภาพน้อยลง ครับ เป็นคนชอบถ่ายรูปเหมือนกันครับ ประโยคที่ว่านี้ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงตอนเริ่มถ่ายภาพใหม่ๆ และ ก็จริงๆด้วยครับ ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปมากเลย สมัยเริ่มถ่ายรูปเราไม่รู้อะไรเลยซักอย่าง อยากถ่ายก็ถ่าย แม้ว่าภาพอาจจะไม่สวยมากแต่เรารู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา แต่พอยิ่งเราถ่ายภาพมากขึ่น เริ่มรู้ อะไรหลายๆอย่างมากขึ่น ความสนุก ตอนแรกมันก็ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆครับ น่าแปลกดีเหมือนกัน
เล่นโลโม่ด้วยเหมือนกันครับ จริงๆผมว่าเอกลักษณ์ของโลโม่ น่าจะเป็น การลุ้น ว่าภาพที่เราถ่ายออกมามันจะเป็นยังไงมากกว่าครับ ในความคิดผมนะ
January 7, 2008 at 11:10 pm
“แต่พอยิ่งเราถ่ายภาพมากขึ่น เริ่มรู้ อะไรหลายๆอย่างมากขึ่น ความสนุก ตอนแรกมันก็ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆครับ น่าแปลกดีเหมือนกัน”
อันนี้เป็นเรื่องปกติของคนถ่ายภาพครับ วิธีแก้ปัญหาชีวิตของผมคือ หาโจทย์ที่มันท้าทายให้กับตัวเอง เช่นลองถ่ายแนวที่ไม่เคยถ่ายบ้าง หรือสร้างเป็น Photo Project ที่ต้องทำให้เสร็จในะยะเวลาที่แน่นอน เช่นถ่ายภาพตึกและอาคาร 10 หลังที่ได้รับการยกย่องว่ามีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม ภายในเวลา 3 เดือน
แล้วจะพบว่า “ความสนุก ตื่นเต้น” ก็จะกลับมา
June 19, 2008 at 9:46 am
Somehow i missed the point. Probably lost in translation
Anyway … nice blog to visit.
cheers, Electrocution.
September 8, 2011 at 7:17 pm
หวัดดี พี่หนุ่ม สบายดีนะ ไม่ได้คุยกันนา…น ดูจากโปรไฟล์รูปถ่ายของพี่แล้ว ลูกพี่โตเป็นหนุ่มแล้วสิครับ แล้วพี่ยังถ่ายรูปอยู่สินี่ ส่วนผมก็ได้ถ่ายอยู่บ้างแต่น้อยมาก แต่ก็ไม่เคยทิ้งวิชาความรู้กับประสบการณ์ด้านการถ่ายรูป เพราะมันยังมีประโยชน์ต่อการคิดสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ได้เสมอ คิดถึงพี่ๆ เสมอ หากวันไหนว่างๆ คงได้มาคุยกัน
บาย
หวาน
September 9, 2011 at 4:19 pm
หวัดดีหวาน เป็นไงบ้าง ทำอะไรอยู่ แวะไปแจมกันได้ที่ http://kuphoto.ning.com
พี่หนุ่ม